สรุปสำหรับผู้บริหาร

ยุทธศาสตร์ชาติของประเทศไทยในการพัฒนาสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและฐานความรู้ ได้รับการสนับสนุนจากระบบสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์จากระบบนี้เป็นความท้าทายเชิงกลยุทธ์ที่ไม่เหมือนใครสำหรับองค์กร ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากกรอบการทำงานในประเทศอื่นๆ รายงานฉบับนี้ทำหน้าที่เป็นคู่มือที่ครอบคลุมเพื่อทำความเข้าใจและใช้ประโยชน์จากมาตรการจูงใจด้าน R&D ของไทย ซึ่งมีลักษณะเป็นสองแนวทางที่แยกออกจากกันโดยเด็ดขาด: การหักลดหย่อนทางภาษีที่บริหารจัดการโดยกรมสรรพากร (Revenue Department – RD) และมาตรการส่งเสริมการลงทุนในวงกว้างภายใต้การดูแลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment – BOI)

หัวใจสำคัญของระบบสิทธิประโยชน์ R&D ของไทยคือการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญและต้องทำล่วงหน้าโดยผู้เสียภาษี บริษัทไม่สามารถขอรับสิทธิประโยชน์จากทั้งสองโครงการสำหรับโครงการเดียวกันได้ นี่จึงจำเป็นต้องมีการประเมินลักษณะ ขอบเขต และวัตถุประสงค์ทางธุรกิจระยะยาวของโครงการอย่างรอบคอบ แนวทางของกรมสรรพากร (RD) เสนอการหักลดหย่อนภาษีโดยตรง 200% สำหรับรายจ่ายที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์ที่ขึ้นอยู่กับการว่าจ้างกิจกรรม R&D ภายนอกแก่องค์กรที่ได้รับอนุญาตให้ทำวิจัยและพัฒนา (“Authorized R&D Agency”) ในทางกลับกัน โครงการของ BOI ได้รับการออกแบบมาเพื่อดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่ในระยะยาวในอุตสาหกรรมและสถานที่เชิงกลยุทธ์ที่กำหนด โดยมอบชุดสิทธิประโยชน์รวมถึงการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax – CIT) สูงสุด 13 ปี

ความแตกต่างที่สำคัญจากระบบการประเมินตนเองคือลักษณะของกรอบการทำงานของไทยที่เป็นเชิงรุกและอิงการอนุมัติล่วงหน้า สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (National Science and Technology Development Agency – NSTDA) ทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้าประตูทางเทคนิคที่สำคัญ โดยให้การรับรองโครงการและหน่วยงานเพื่อให้แน่ใจว่างานนั้นตรงตามมาตรฐานของรัฐบาลสำหรับการวิจัยและพัฒนาที่แท้จริง ดังนั้น ความท้าทายหลักสำหรับธุรกิจจึงไม่ได้อยู่ที่การรอดจากการตรวจสอบย้อนหลัง แต่อยู่ที่การจัดเตรียมและยื่นคำขอทางเทคนิคอย่างพิถีพิถันเพื่อรับการรับรองหรือการส่งเสริมเบื้องต้นนี้ ความสำเร็จถูกกำหนดโดยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในภูมิทัศน์ด้านกฎระเบียบ และความสามารถในการจัดทำข้อเรียกร้องที่มีรายละเอียด ถูกต้องตามหลักเทคนิค และมีหลักฐานสนับสนุนครบถ้วนตั้งแต่เริ่มต้น

บทนำสู่กรอบการทำงานสิทธิประโยชน์ R&D ของประเทศไทย

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยได้วางตำแหน่งตัวเองอย่างมีกลยุทธ์ให้เป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมและการเติบโตทางเทคโนโลยีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นโยบายเศรษฐกิจของประเทศให้ความสำคัญกับการผลิตความรู้ใหม่ การปรับปรุงเทคโนโลยีให้ทันสมัย และการสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่ให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้วิสัยทัศน์นี้เป็นจริง รัฐบาลได้ปรับปรุงระบบสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้าน R&D อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเสาหลักของแผนพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านความคิดริเริ่มต่างๆ เช่น โมเดล “ประเทศไทย 4.0”

กรอบการทำงานปัจจุบันเป็นระบบสองช่องทางที่บริหารจัดการโดยหน่วยงานภาครัฐที่แตกต่างกัน แต่เสริมซึ่งกันและกันสองแห่ง กรมสรรพากร (RD) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านภาษีหลักของประเทศไทย บริหารจัดการโครงการหักลดหย่อนภาษีตามประมวลรัษฎากร ในขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งเป็นหน่วยงานส่งเสริมการลงทุน เสนอแพ็คเกจสิ่งจูงใจที่ครอบคลุมเพื่อดึงดูดการลงทุนเชิงกลยุทธ์จากต่างประเทศและในประเทศภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน ช่องทางทั้งสองนี้ยังรวมเข้ากับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (NSTDA) ซึ่งเป็นหน่วยงานกึ่งภาครัฐที่สำคัญที่รับผิดชอบบทบาทการรับรองทางเทคนิคที่สำคัญ

กรอบกฎหมายพื้นฐานสำหรับมาตรการจูงใจเหล่านี้มีรากฐานหลักมาจากพระราชกฤษฎีกา เช่น พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 598) ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากเขตอำนาจศาล เช่น สิงคโปร์หรือออสเตรเลีย ที่มีพื้นฐานจากคดีตัวอย่าง (case law) ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะจำนวนมาก ในประเทศไทย กฎเกณฑ์ต่างๆ ถูกกำหนดขึ้นผ่านคำสั่งทางปกครองและกฎหมาย ซึ่งบังคับใช้โดยกรมสรรพากรและ BOI โครงสร้างทางกฎหมายและการบริหารนี้ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ชัดเจนและขั้นตอนการบริหารมากกว่าการพิจารณาคดีตัวอย่าง การไม่มีคดีตัวอย่างทางกฎหมายจำนวนมากหมายความว่าผู้เสียภาษีจะต้องพึ่งพาแนวทางปฏิบัติทางบริหารที่ให้โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างมาก สิ่งนี้ทำให้ความสามารถในการทำความเข้าใจและสอดคล้องกับความคาดหวังของกรมสรรพากร, BOI และ NSTDA เป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับข้อเรียกร้องที่ประสบความสำเร็จ โมเดลของไทยแสดงให้เห็นถึงแนวทางการส่งเสริมนวัตกรรมแบบรวมศูนย์จากบนลงล่างมากขึ้น โดยหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลมีบทบาทโดยตรงและกระตือรือร้นในการประเมินและอนุมัติโครงการ R&D ก่อนที่จะมีการให้สิทธิประโยชน์

ภาพรวมโครงการสิทธิประโยชน์ R&D ของประเทศไทย

ภูมิทัศน์ทางภาษี R&D ของไทยถูกกำหนดโดยสองแนวทางจูงใจหลัก ซึ่งแยกออกจากกันโดยเด็ดขาดสำหรับโครงการที่กำหนด บริษัทจะต้องเลือกแนวทางที่เป็นประโยชน์ที่สุดอย่างรอบคอบตามโครงสร้างการดำเนินงาน สถานะทางการเงิน และวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์

การหักลดหย่อนภาษี R&D ของกรมสรรพากร (RD)

โครงการของกรมสรรพากรเสนอการหักลดหย่อนภาษีจำนวนมากสำหรับค่าใช้จ่าย R&D ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ณ ต้นปี 2563 มาตรการจูงใจมาตรฐานคือการหักลดหย่อนภาษี 200% ซึ่งประกอบด้วยการหักลดหย่อน 100% ปกติสำหรับค่าใช้จ่าย และการหักลดหย่อนเพิ่มเติมอีก 100% เป็นสิ่งสำคัญสำหรับบริษัทที่จะต้องทราบว่าอัตรานี้เคยถูกกำหนดไว้ที่ 300% ที่เอื้อเฟื้อกว่าสำหรับช่วงปี 2558 ถึง 2562 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงลักษณะที่เปลี่ยนแปลงได้ของนโยบาย ซึ่งสามารถแก้ไขได้ผ่านพระราชกฤษฎีกาเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

เงื่อนไขที่สำคัญที่สุดในการขอหักลดหย่อนนี้คือค่าใช้จ่าย R&D จะต้องจ่ายให้กับ “องค์กรที่ได้รับอนุญาตให้ทำวิจัยและพัฒนา” (Authorized R&D Agency) นี่คือคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นตัวกำหนดระบบของไทย ซึ่งแตกต่างจากกรอบการทำงานที่จูงใจ R&D ภายในองค์กร การหักลดหย่อนภาษีของกรมสรรพากรมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างบริษัทเอกชนกับสถาบันวิจัยที่ได้รับการรับรอง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรเอกชนที่ได้รับอนุมัติ ในการขอสถานะเป็นผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต จะต้องยื่นคำขอต่อกรมสรรพากร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (NSTDA) มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการในกระบวนการนี้ โดยการประเมินและรับรองโครงการผ่านบริการ RDC Online Service ของตน ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกควบคุมคุณภาพอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้มั่นใจว่างาน R&D นั้นตรงตามมาตรฐานของรัฐบาลก่อนที่จะมีการขอหักลดหย่อน

ข้อจำกัดที่สำคัญของโครงการนี้ โดยเฉพาะสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) คือการไม่สามารถยกยอดเครดิตภาษีที่ไม่ได้ใช้ไปยังงวดในอนาคตหรือขอคืนได้ ในขณะที่ SMEs อาจสะสมค่าใช้จ่าย R&D ที่ไม่ได้ใช้เพื่อขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอื่นๆ การไม่สามารถยกยอดการหักลดหย่อนเองได้อาจลดประโยชน์สำหรับบริษัทที่ประสบภาวะขาดทุน

โครงการส่งเสริม R&D ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

BOI ให้ชุดสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมและเป็นองค์รวมมากขึ้น ซึ่งมุ่งเป้าไปที่การลงทุนในภาคส่วนและภูมิภาคที่มีลำดับความสำคัญสูง โครงการนี้ไม่ใช่การหักลดหย่อนภาษีจากค่าใช้จ่าย แต่เป็นการส่งเสริมที่ให้สิทธิประโยชน์ที่หลากหลายสำหรับโครงการทางธุรกิจทั้งหมด

สิทธิประโยชน์ที่สำคัญ ได้แก่:

  • การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ที่สามารถคงอยู่ได้นานถึง 13 ปี และในบางกรณีอาจถึง 15 ปี ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ได้รับการส่งเสริมและสถานที่ตั้ง
  • การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เป็นระยะเวลาเพิ่มเติมห้าปีหลังจากสิ้นสุดระยะเวลาการยกเว้นภาษีเริ่มต้น
  • การยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรและวัตถุดิบที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ R&D
  • สิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ภาษีอื่นๆ เช่น การอนุญาตให้ชาวต่างชาติทำงาน การถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน และการลดความยุ่งยากด้านกฎระเบียบ

จุดเน้นของ BOI คือการดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่เชิงกลยุทธ์ในระยะยาวในภาคส่วนต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว (BCG), การผลิตขั้นสูง และอุตสาหกรรมดิจิทัลเชิงสร้างสรรค์ เกณฑ์คุณสมบัติมีความเชื่อมโยงกับลักษณะของโครงการและสถานที่ตั้ง โดยมีเขตพิเศษ เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่เสนอสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น

วัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้คือการดึงดูดและยึดเหนี่ยวการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงในระยะยาวในประเทศไทย ซึ่งแตกต่างจากการหักลดหย่อนของกรมสรรพากร ซึ่งเป็นมาตรการจูงใจทางการเงินที่ตรงไปตรงมาและทันทีมากกว่าสำหรับประเภทค่าใช้จ่ายเฉพาะ

ตารางที่ 1: ความแตกต่างที่สำคัญ: สิทธิประโยชน์ R&D ของกรมสรรพากรเทียบกับ BOI

เกณฑ์ การหักลดหย่อนภาษีของกรมสรรพากร (RD) โครงการส่งเสริมของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
หน่วยงานรับผิดชอบ กรมสรรพากร (RD) โดยมีการรับรองจาก NSTDA สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
ประเภทสิทธิประโยชน์ การหักลดหย่อนภาษี การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล, การยกเว้นอากร, และสิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ภาษีอื่นๆ
การคำนวณ/ผลประโยชน์ หักลดหย่อน 200% ของค่าใช้จ่าย R&D ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ยกเว้น CIT สูงสุด 13 ปี; ลด CIT 50% เป็นเวลา 5 ปี
เป้าหมายหลัก ส่งเสริมการว่าจ้าง R&D ภายนอกแก่องค์กรที่ได้รับอนุญาต ดึงดูดการลงทุนเชิงกลยุทธ์ขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมและสถานที่สำคัญ
เกณฑ์คุณสมบัติ ค่าใช้จ่ายต้องจ่ายให้กับ “องค์กรที่ได้รับอนุญาตให้ทำ R&D” โครงการต้องอยู่ในอุตสาหกรรมหรือสถานที่ที่ BOI ส่งเสริม โดยมีเกณฑ์การลงทุนเฉพาะ
เงื่อนไขสำคัญ ต้องมีการรับรองล่วงหน้าก่อนเริ่มโครงการจาก NSTDA ต้องยื่นคำขอและได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจาก BOI
การจัดการข้อเรียกร้องที่ไม่ได้ใช้ ไม่สามารถยกยอดหรือขอคืนได้ สิทธิประโยชน์จะถูกนำไปใช้ในช่วงหลายปี ซึ่งถือเป็นการลดหย่อนภาษีในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ

สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องเรียนรู้จากการวิเคราะห์เปรียบเทียบนี้คือการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ขั้นพื้นฐานที่ธุรกิจต้องทำล่วงหน้า โครงการทั้งสองนี้แยกออกจากกันโดยเด็ดขาด หมายความว่าบริษัทไม่สามารถขอหักลดหย่อนสำหรับโครงการที่ได้รับสิทธิประโยชน์การส่งเสริมจาก BOI ได้ สิ่งนี้บังคับให้ธุรกิจต้องประเมินโครงการของตนไม่เพียงแค่ในด้านคุณค่าทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเหมาะสมเชิงกลยุทธ์กับแผนเศรษฐกิจของประเทศไทยด้วย สำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การยกเว้นภาษีในระยะยาวและการยกเว้นอากรขาเข้าจาก BOI อาจมีน้ำหนักมากกว่าการหักลดหย่อนโดยตรงจากกรมสรรพากร ในทางกลับกัน สำหรับความพยายาม R&D ที่มีขนาดเล็กกว่าและดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง การหักลดหย่อนภาษีโดยตรงอาจดึงดูดใจมากกว่า

ข้อกำหนดของกรมสรรพากรในการใช้ “องค์กรที่ได้รับอนุญาต” สำหรับการหักลดหย่อนเป็นกลไกที่สำคัญ เป็นการถ่ายโอนภาระการพิสูจน์ทางเทคนิคจากผู้เสียภาษีไปยังผู้ให้บริการวิจัยที่ได้รับการรับรอง ซึ่งหมายความว่าข้อเรียกร้อง R&D นั้นเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางสัญญากับหน่วยงานที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลมากกว่างานทางเทคนิคภายใน วิธีการที่มีโครงสร้างนี้ช่วยลดความยุ่งยากในกระบวนการยืนยันของผู้เสียภาษีสำหรับการหักลดหย่อนของกรมสรรพากร แต่ต้องมีการเลือกพันธมิตร R&D ที่ได้รับการรับรองอย่างระมัดระวัง

กิจกรรม R&D ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเทียบกับกิจกรรมที่ได้รับการยกเว้น

ในประเทศไทย คำจำกัดความของ R&D เพื่อวัตถุประสงค์ทางภาษีมุ่งเน้นไปที่งานที่มี “ลักษณะสร้างสรรค์” ที่ดำเนินการ “อย่างเป็นระบบเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่หรือกระบวนการผลิตใหม่” คำจำกัดความนี้ครอบคลุมกิจกรรมหลักสามประเภท: การวิจัยพื้นฐาน, การวิจัยประยุกต์, และการพัฒนาเชิงทดลอง จุดประสงค์คือเพื่อส่งเสริมงานที่ผลักดันขอบเขตของความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การปรับปรุงหรือดัดแปลงผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่มีอยู่

การแบ่งแยกระหว่างกิจกรรมที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและกิจกรรมที่ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมอาจทำได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมที่เป็นทั้งนวัตกรรมและการผลิต จากแนวทางที่มีอยู่และตัวอย่างในอุตสาหกรรม การจำแนกดังต่อไปนี้เป็นตัวบ่งชี้ความแตกต่างนี้:

ตารางที่ 2: กิจกรรมที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเทียบกับกิจกรรมที่ได้รับการยกเว้น

อุตสาหกรรม กิจกรรม R&D ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม กิจกรรมที่ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสม (ได้รับการยกเว้น) เหตุผลของความแตกต่าง
เทคโนโลยีอาหาร การสร้างโปรตีนจากพืชใหม่ที่เลียนแบบพื้นผิวและคุณค่าทางโภชนาการของเนื้อสัตว์ผ่านวิธีการอัดรีดและการหมักแบบใหม่ การเจือจางสูตรเครื่องดื่มที่มีอยู่ด้วยน้ำตาลเพื่อสร้างรสชาติที่หวานน้อยลง กิจกรรมที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเกี่ยวข้องกับการแก้ไขความไม่แน่นอนทางเทคนิคหลักในด้านวัสดุศาสตร์ กิจกรรมที่ได้รับการยกเว้นคือการดัดแปลงที่ไม่ใช่เชิงทดลองตามปกติและมีผลลัพธ์ที่คาดเดาได้
การพัฒนาซอฟต์แวร์ การพัฒนาอัลกอริทึม AI ที่เรียนรู้ด้วยตนเองใหม่สำหรับการพยากรณ์การจราจร โดยมีความไม่แน่นอนสูงในความแม่นยำในการทำนาย การติดตั้งซอฟต์แวร์กำหนดตารางเวลาการจัดส่งสำเร็จรูปใหม่และการกำหนดค่าสำหรับการใช้งานมาตรฐาน กิจกรรมที่มีคุณสมบัติเหมาะสมคือการดำเนินงานอย่างเป็นระบบเพื่อแก้ไขความท้าทายทางเทคโนโลยี กิจกรรมที่ได้รับการยกเว้นคือการใช้งานเทคโนโลยีที่มีอยู่ก่อนแล้วตามปกติ
การผลิตขั้นสูง การทดลองกับโลหะผสมชนิดใหม่ที่ยังไม่ผ่านการทดสอบเพื่อผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่เบาและแข็งแรงขึ้น โดยที่ลักษณะการหล่อและการผลิตยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด การปรับอุปกรณ์เพื่อให้ทำงานกับเหล็กกล้าเกรดใหม่ที่มีจำหน่ายทั่วไปตามข้อกำหนดของผู้ผลิต กิจกรรมที่มีคุณสมบัติเหมาะสมพยายามที่จะเอาชนะความไม่แน่นอนทางวัสดุศาสตร์ขั้นพื้นฐาน กิจกรรมที่ได้รับการยกเว้นคือการดำเนินการตามกระบวนการมาตรฐานที่มีผลลัพธ์ที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้

เพื่อให้สอดคล้องกับการมุ่งเน้นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์หรือเทคนิคที่แท้จริง กิจกรรมบางอย่างจึงถูกยกเว้นอย่างชัดเจน ข้อมูลที่ให้มาทำให้ชัดเจนว่าสิทธิประโยชน์ R&D ถูกจำกัดอยู่เฉพาะนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยที่สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ถูกระบุว่าไม่มีคุณสมบัติเหมาะสม ในทำนองเดียวกัน กิจกรรมตามปกติที่ขาดวัตถุประสงค์เชิงทดลองที่แท้จริงไม่ถือเป็น R&D ซึ่งรวมถึงการวิจัยตลาด, การศึกษาความเป็นไปได้, และการควบคุมคุณภาพหรือการทดสอบตามปกติที่ออกแบบมาเพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ความแตกต่างอยู่ที่ว่างานนั้นมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปริศนาทางวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีที่แท้จริง หรือเพียงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ที่มีอยู่

ความท้าทายในการยืนยัน: การจัดการกับการตรวจสอบด้านการบริหารและกฎระเบียบ

ความท้าทายในการยืนยันในประเทศไทยแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากในระบบการประเมินตนเองเช่นของสิงคโปร์ ในขณะที่แบบจำลองของสิงคโปร์วางภาระไว้ที่ผู้เสียภาษีในการให้เหตุผลข้อเรียกร้องย้อนหลังหากมีการตรวจสอบ กรอบการทำงานของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการหักลดหย่อนภาษีของกรมสรรพากร ดำเนินการตามแบบจำลองการรับรองเชิงรุก ซึ่งหมายความว่าความท้าทายหลักสำหรับธุรกิจไม่ได้อยู่ที่การรอดจากการตรวจสอบทางภาษีย้อนหลัง แต่อยู่ที่การได้รับการรับรองล่วงหน้าจากหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง

สำหรับการหักลดหย่อนของกรมสรรพากร บริการ RDC Online Service ของ NSTDA เป็นประตูสู่คุณสมบัติ ผู้เสียภาษีต้องยื่นคำขอโดยละเอียดและเอกสารโครงการต่อ NSTDA เพื่อตรวจสอบและรับรอง กระบวนการนี้ถ่ายโอนการตรวจสอบทางเทคนิคจากกรมสรรพากรไปยังหน่วยงานวิทยาศาสตร์เฉพาะทางอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างระบบที่รัฐบาลอนุมัติงาน R&D ล่วงหน้าก่อนที่จะมีการขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี สิ่งนี้จะเปลี่ยนความเสี่ยงจากการตรวจสอบย้อนหลังและการเรียกคืนที่อาจเกิดขึ้น ไปสู่ความเสี่ยงที่การสมัครเริ่มต้นจะถูกปฏิเสธ

แนวทางเชิงรุกนี้มีผลกระทบหลายประการต่อกลยุทธ์การปฏิบัติตามกฎระเบียบของบริษัท ประการแรก มันจำเป็นต้องมีกระบวนการจัดทำเอกสารที่แข็งแกร่งและเกิดขึ้นพร้อมกันตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ R&D บันทึกไม่สามารถสร้างขึ้นย้อนหลังได้ ต้องแสดงให้เห็นถึงวัตถุประสงค์ของโครงการ ความเสี่ยงทางเทคนิค และลักษณะที่เป็นระบบในขณะที่งานดำเนินไป สิ่งนี้สำคัญอย่างยิ่งเพราะในขณะที่ประเทศไทยขาดคดีตัวอย่างสาธารณะจำนวนมากเกี่ยวกับข้อเรียกร้อง R&D อำนาจทางกฎหมายของพระราชกฤษฎีกานั้นชัดเจน หากบริษัทไม่ปฏิบัติตามกฎและเงื่อนไข สิทธิในการได้รับสัมปทาน “อาจถูกริบ และอาจต้องจ่ายภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม” สิ่งนี้ยืนยันว่าการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดทางบริหารอาจมีบทลงโทษทางการเงินที่รุนแรงและมีผลย้อนหลัง

โครงการส่งเสริมของ BOI ก็ต้องมีการสมัครเชิงรุกเช่นกัน บริษัทจะต้องยื่นแผนโครงการและศึกษาความเป็นไปได้โดยละเอียดต่อ BOI เพื่อตรวจสอบและอนุมัติก่อนที่จะได้รับใบรับรองการส่งเสริมและสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง กระบวนการนี้ช่วยให้มั่นใจว่าสิทธิประโยชน์ของ BOI จะมอบให้กับโครงการที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเชิงกลยุทธ์เท่านั้น

ในทั้งสองกรณี ระบบของไทยวางการพึ่งพาในระดับสูงต่อแนวทางปฏิบัติและขั้นตอนการบริหารมากกว่าการพิจารณาคดีตัวอย่าง สิ่งนี้สร้างสภาพแวดล้อมที่ความสามารถของบริษัทในการคาดการณ์และปฏิบัติตามข้อกำหนดเฉพาะของ NSTDA และ BOI เป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับความสำเร็จ บริษัทไม่สามารถประกาศกิจกรรมว่าเป็น R&D ได้ง่ายๆ จะต้องสามารถแสดงให้เห็นผ่านหลักฐานที่เป็นกลางและข้อเท็จจริงว่าวัตถุประสงค์และวิธีการของโครงการตรงตามมาตรฐานของรัฐบาล สิ่งนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างทีมเทคนิคของบริษัทกับแผนกการเงินและภาษี เพื่อให้แน่ใจว่าเอกสารมีความถูกต้องทางเทคนิคและถูกต้องตามหลักการบริหาร

บริบททางกฎหมายและการบริหาร: ความสำคัญของพระราชกฤษฎีกาและการวินิจฉัยทางบริหารของไทย

กรอบกฎหมายสำหรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี R&D ในประเทศไทยแตกต่างจากเขตอำนาจศาลกฎหมายจารีตประเพณีที่พึ่งพาคดีตัวอย่าง ในประเทศไทย แหล่งที่มาหลักของอำนาจทางกฎหมายสำหรับสิทธิประโยชน์เหล่านี้คือชุดของพระราชกฤษฎีกา ซึ่งประกาศใช้ภายใต้ประมวลรัษฎากรของไทย พระราชกฤษฎีกาเหล่านี้ เช่น พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 598) มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายและกำหนดกฎเกณฑ์และเงื่อนไขสำหรับการขอสัมปทานทางภาษี

พระราชกฤษฎีกาเหล่านี้มักจะเสริมด้วยกฎกระทรวงและการประกาศทางบริหารอื่นๆ จากกระทรวงการคลังและกรมสรรพากร สิ่งนี้สร้างระบบที่ข้อกำหนดปลีกย่อยและเงื่อนไขเฉพาะสำหรับข้อเรียกร้องอาจมีรายละเอียดอยู่ในเอกสารทางบริหารที่ไม่ได้เผยแพร่ในวงกว้างหรือเข้าถึงได้ง่ายเสมอไป การขาดคดีตัวอย่างทางภาษีเฉพาะ R&D ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะจำนวนมากหมายความว่าผู้เสียภาษีไม่สามารถ “ย้อนรอย” กฎจากผลลัพธ์ทางศาลได้ง่ายๆ ในขณะที่ศาลภาษีเฉพาะทางมีอยู่เพื่อจัดการข้อพิพาททางภาษี แต่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแหล่งหลักของแนวทางการตีความสำหรับข้อเรียกร้อง R&D ในลักษณะเดียวกับที่ศาลภาษีในประเทศอื่น ๆ ทำ

การพึ่งพาระบบที่อิงตามกฎหมายจากบนลงล่างนี้สร้างสภาพแวดล้อมการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ความท้าทายหลักของผู้เสียภาษีคือการจัดกิจกรรมของตนให้สอดคล้องกับข้อกำหนดที่ชัดเจนและบางครั้งก็โดยนัยของหน่วยงานบริหารของรัฐบาล การไม่มีคดีตัวอย่างทางศาลที่ตีความและปรับปรุงคำจำกัดความ R&D หมายความว่าแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของบริษัทคือการขอคำชี้แจงและการรับรองล่วงหน้าจาก NSTDA และ BOI สิ่งนี้ช่วยลดความเสี่ยงที่ข้อเรียกร้องจะถูกปฏิเสธในระหว่างการตรวจสอบ ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของพระราชกฤษฎีกาเหล่านี้ก็มีความสำคัญที่ควรทราบเช่นกัน การเปลี่ยนแปลงจากการหักลดหย่อน 300% เป็น 200% ในปี 2563 แสดงให้เห็นว่านโยบาย R&D ของรัฐบาลอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามลำดับความสำคัญทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

กรณีศึกษา: บริษัท นวัตกรรมไทย จำกัด (Innovations Thailand Co., Ltd.)

เพื่อแสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้กฎ R&D ของประเทศไทย จะมีการตรวจสอบกรณีศึกษาเชิงสมมติของบริษัทไทยคือ บริษัท นวัตกรรมไทย จำกัด (ITCL) ITCL เป็นบริษัทในภาคเทคโนโลยีอาหารและการผลิตขั้นสูง ซึ่งเป็นทั้งอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญสูงสำหรับการส่งเสริมของ BOI และสิทธิประโยชน์ R&D บริษัทกำลังพัฒนาทางเลือกเนื้อสัตว์ที่ทำจากพืชที่มีโปรตีนสูงแบบใหม่ ซึ่งต้องใช้กระบวนการอัดรีดแบบใหม่เพื่อให้ได้พื้นผิวที่เหมือนจริง

ระยะที่ I – การทบทวนตลาดและวรรณกรรม:

ทีมพัฒนาธุรกิจของ ITCL ดำเนินการสำรวจตลาดและศึกษาความเป็นไปได้เพื่อประเมินความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งรวมถึงการทบทวนสิทธิบัตรที่มีอยู่และวรรณกรรมทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับโปรตีนจากพืช

  • **การประเมิน: ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสม** ตามกฎทั่วไป การวิจัยตลาด การศึกษาความเป็นไปได้ และการทบทวนวรรณกรรมถือเป็นกิจกรรมเชิงพาณิชย์ตามปกติ และได้รับการยกเว้นอย่างชัดเจนจากสิทธิประโยชน์ทางภาษี R&D วัตถุประสงค์ของระยะนี้คือเชิงพาณิชย์ ไม่ใช่เพื่อเอาชนะความไม่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์หรือเทคนิค

ระยะที่ II – การพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการใหม่:

ITCL ว่าจ้างสถาบันวิจัยที่ได้รับการรับรองจาก NSTDA คือ “ศูนย์วิจัยและพัฒนาไทยเกษตรศาสตร์” เพื่อพัฒนาสูตรโปรตีนใหม่และกระบวนการอัดรีดที่จำเป็น โครงการนี้เกี่ยวข้องกับการทดลองซ้ำๆ กับโปรตีนและเส้นใยหลายชนิดเพื่อเอาชนะความท้าทายทางเทคนิคในการเลียนแบบพื้นผิวของเนื้อสัตว์ นี่เป็นความพยายามร่วมกัน โดย ITCL เป็นผู้จ่ายค่าบริการวิจัย

  • **การประเมิน: มีคุณสมบัติเหมาะสม** กิจกรรมนี้ตรงตามเกณฑ์ R&D สำหรับการหักลดหย่อนของกรมสรรพากร ค่าใช้จ่ายถูกจ่ายให้กับ “องค์กรที่ได้รับอนุญาตให้ทำ R&D” โครงการมี “ลักษณะสร้างสรรค์” ดำเนินการ “อย่างเป็นระบบ” ผ่านการทดลอง และมุ่งเป้าไปที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่โดยการแก้ไขความไม่แน่นอนทางเทคนิคที่สำคัญ—การได้พื้นผิวที่เหมือนจริงด้วยวัสดุใหม่ งาน R&D ได้รับการจัดทำเอกสารผ่านรายงานทางเทคนิคและสมุดบันทึกในห้องปฏิบัติการที่จัดทำโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาไทยเกษตรศาสตร์

ระยะที่ III – ระบบอัตโนมัติและการรวมกระบวนการ:

ทีมวิศวกรรมภายในของ ITCL พัฒนาและรวมซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ใหม่เพื่อทำให้กระบวนการอัดรีดแบบใหม่เป็นไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเขียนโปรแกรมแบบกำหนดเองเพื่อควบคุมการตอบสนองของเซ็นเซอร์และเครื่องจักรในลักษณะที่ไม่สามารถทำได้ด้วยโซลูชันสำเร็จรูป

  • **การประเมิน: ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการหักลดหย่อนของกรมสรรพากร** แม้ว่างานนี้จะตรงตามคำจำกัดความของ R&D และน่าจะมีคุณสมบัติเหมาะสมภายใต้โครงการอื่น แต่ค่าใช้จ่ายสำหรับเงินเดือนและวัสดุของทีมวิศวกรรมภายในไม่มีสิทธิ์ได้รับการหักลดหย่อนภาษี R&D ของกรมสรรพากร เนื่องจากค่าใช้จ่ายไม่ได้จ่ายให้กับ “องค์กรที่ได้รับอนุญาตให้ทำ R&D” สิ่งนี้เน้นย้ำถึงประเด็นเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ: การหักลดหย่อนของกรมสรรพากรในประเทศไทยมีโครงสร้างเพื่อจูงใจการว่าจ้างภายนอก ไม่ใช่ R&D ภายในองค์กร

ระยะที่ IV – การประกันคุณภาพตามปกติ (QA):

เมื่อผลิตภัณฑ์ใหม่เสร็จสมบูรณ์ บริษัทจะดำเนินการทดสอบ QA ตามปกติเพื่อให้แน่ใจว่าการผลิตแต่ละชุดเป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพภายในและกฎระเบียบด้านความปลอดภัยของอาหารที่เกี่ยวข้อง

  • **การประเมิน: ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสม** นี่คือกิจกรรมเชิงพาณิชย์ตามปกติที่มุ่งเป้าไปที่การควบคุมคุณภาพ ไม่ใช่การแก้ไขความไม่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์หรือเทคนิค เป็นขั้นตอนการปฏิบัติงานมาตรฐานและดังนั้นจึงไม่ถือเป็น R&D เพื่อวัตถุประสงค์ทางภาษี

ระยะที่ V – การผลิตเชิงพาณิชย์:

ITCL เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่สู่ตลาดและเริ่มการผลิตเต็มรูปแบบ กระบวนการผลิตมีเสถียรภาพแล้ว และการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมใดๆ ถือเป็นเพียงเล็กน้อยและคาดเดาได้

  • **การประเมิน: ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสม** กิจกรรม R&D สิ้นสุดลงเมื่อเริ่มการผลิตเชิงพาณิชย์ ค่าใช้จ่ายใดๆ ที่เกิดขึ้นในระยะนี้ถือเป็นต้นทุนการดำเนินงานปกติและไม่มีสิทธิ์ได้รับสิทธิประโยชน์ R&D

กรณีศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางการเงินและการดำเนินงานหลักสำหรับบริษัทในประเทศไทย ในการขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีของกรมสรรพากร บริษัทจะต้องตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่จะว่าจ้างกิจกรรม R&D ภายนอกไปยังบุคคลที่สามที่ได้รับการรับรอง โครงสร้างนี้ส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เฉพาะเจาะจง โดยที่รัฐบาลสนับสนุนนวัตกรรมโดยการส่งต่อการลงทุนภาคเอกชนไปยังเครือข่ายผู้ให้บริการวิจัยที่ได้รับการรับรอง

รายการตรวจสอบเอกสารเชิงปฏิบัติสำหรับประเทศไทย

การขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี R&D ในประเทศไทยเป็นหน้าที่ของทั้งการปฏิบัติตามเกณฑ์ทางเทคนิคและการจัดทำเอกสารงานอย่างพิถีพิถันให้เป็นที่พอใจของหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง แม้ว่าจะไม่มีกรอบการทำงานเดียวที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ เช่น กรอบการประกัน R&D ของสิงคโปร์ แต่ข้อกำหนดของกระบวนการรับรองของ NSTDA และขั้นตอนการสมัครของ BOI ก็เป็นพิมพ์เขียวที่ชัดเจนสำหรับแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด บริษัทจะต้องจัดเตรียมไฟล์ที่ครอบคลุมซึ่งเชื่อมโยงกิจกรรมโครงการกับต้นทุนที่เกี่ยวข้อง

ตารางที่ 3: รายการตรวจสอบเอกสารที่เชื่อมโยงกับข้อกำหนดของไทย

เกณฑ์ เอกสารหลัก เอกสารรอง/เอกสารสนับสนุน
การรับรองโครงการ R&D ของ NSTDA ข้อเสนอโครงการ/การเขียนทางเทคนิคโดยละเอียดที่ระบุลักษณะที่สร้างสรรค์และเป็นระบบของงาน บทสรุปการศึกษาความเป็นไปได้และการทบทวนวรรณกรรม; บันทึกทางเทคนิคจากหัวหน้าโครงการที่ระบุความไม่แน่นอนทางเทคนิค
การยืนยันทางการเงิน (RD) สัญญากับ “องค์กรที่ได้รับอนุญาตให้ทำ R&D” ใบแจ้งหนี้และบันทึกการชำระเงินไปยังหน่วยงาน; สเปรดชีตการจัดสรรต้นทุน
เอกสารการสมัคร BOI แบบฟอร์มการสมัคร BOI อย่างเป็นทางการ (e-Service) การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการโดยละเอียด; การคาดการณ์ทางการเงิน; แผนสำหรับสถานที่และการจ้างงาน
เอกสาร R&D ที่กำลังดำเนินอยู่ สมุดบันทึกในห้องปฏิบัติการหรือบันทึกการพัฒนาซอฟต์แวร์จาก “หน่วยงานที่ได้รับอนุญาต” แผนการทดสอบและรายงานทางเทคนิค; รายงานความคืบหน้า; รายงานทางเทคนิคฉบับสุดท้ายสรุปผลการวิจัย

บทสรุป

กรอบการทำงานสิทธิประโยชน์ทางภาษี R&D ของประเทศไทยเป็นกลไกที่ทรงพลังและซับซ้อนซึ่งออกแบบมาเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยการส่งเสริมนวัตกรรม ซึ่งแตกต่างจากระบบที่พึ่งพาแนวทางย้อนหลังที่อิงการตรวจสอบ โมเดลของไทยเป็นแบบเชิงรุกและอิงการอนุมัติล่วงหน้าเป็นพื้นฐาน โดยกำหนดให้บริษัทต้องได้รับการรับรองหรือการส่งเสริมล่วงหน้าจากหน่วยงานสำคัญของรัฐบาล เช่น NSTDA และ BOI

ข้อบังคับเชิงกลยุทธ์หลักสำหรับธุรกิจใดๆ คือการพิจารณาว่าแนวทางจูงใจที่แยกออกจากกันโดยเด็ดขาดสองแนวทาง—การหักลดหย่อนภาษีของกรมสรรพากรหรือโครงการส่งเสริมของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน—ใดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับโครงการของตน การตัดสินใจนี้ไม่เป็นเพียงแค่เรื่องของการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางภาษีเท่านั้น แต่เป็นองค์ประกอบหลักของกลยุทธ์ทางธุรกิจของบริษัท ขึ้นอยู่กับขนาด อุตสาหกรรม และเป้าหมายทางการเงินระยะยาวของโครงการ

ระบบนี้ยังเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในรูปแบบที่เฉพาะเจาะจง ด้วยการเชื่อมโยงการหักลดหย่อนภาษีของกรมสรรพากรกับงานที่ว่าจ้างภายนอกไปยัง “องค์กรที่ได้รับอนุญาตให้ทำ R&D” รัฐบาลจึงชี้นำการลงทุนภาคเอกชนไปยังเครือข่ายผู้ให้บริการวิจัยที่ได้รับการรับรองอย่างกระตือรือร้น นโยบายนี้ได้รับการออกแบบมาไม่เพียงเพื่อให้สิทธิประโยชน์ทางการเงินเท่านั้น แต่ยังเพื่อสร้างระบบนิเวศ R&D ที่แข็งแกร่งและทำงานร่วมกันได้

ในที่สุด ข้อเรียกร้อง R&D ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยเป็นผลมาจากกลยุทธ์การปฏิบัติตามกฎระเบียบที่พิถีพิถันและมองไปข้างหน้า มันต้องอาศัยความเข้าใจที่ครอบคลุมเกี่ยวกับพื้นฐานทางกฎหมายของสิทธิประโยชน์ ข้อกำหนดเฉพาะของหน่วยงานรับรอง และความมุ่งมั่นในการจัดทำเอกสารที่เข้มงวดและเกิดขึ้นพร้อมกัน ธุรกิจที่ถือว่าการปฏิบัติตามข้อกำหนด R&D เป็นปัจจัยขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์และไม่ใช่เพียงแค่อุปสรรคในการบริหารจะอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดในการเพิ่มสิทธิประโยชน์เหล่านี้ให้สูงสุดและมีส่วนร่วมในวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้านนวัตกรรม